เมื่อได้ยินคำว่า Hypnosis หรือการสะกดจิต หลายคนอาจนึกถึงภาพคนหลับตา ถูกแกว่งนาฬิกาตรงหน้า แล้วทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์กว่า 200 ปี จะพบว่า นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักจิตวิทยา และนักบำบัดแต่ละยุคให้นิยามคำว่า Hypnosis แตกต่างกันอย่างมาก
บางยุคเชื่อว่าเกิดจาก “พลังแม่เหล็ก” บางยุคมองว่าเป็น “การนอนหลับของระบบประสาท” บางสำนักมองว่าเป็น “ภาวะผิดปกติทางประสาท” ขณะที่อีกสำนักกลับบอกว่าเป็นเพียงความสามารถตามธรรมชาติของมนุษย์ในการตอบสนองต่อ Suggestion
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 คำอธิบายก็เปลี่ยนไปอีก ทั้งเรื่อง Dissociation, Expectation, Motivation, Attention และ Cognitive Control และในปัจจุบัน เราสามารถนำคนเข้าสู่ภาวะ hypnosis แล้วศึกษาการทำงานของสมองด้วย fMRI ได้โดยตรง
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “Hypnosis มีจริงหรือไม่?” แต่กลายเป็น “ขณะที่อยู่ใน Hypnosis ความสนใจ การรับรู้ การควบคุม และการทำงานของสมองเปลี่ยนไปอย่างไร?”
บทความนี้จะพาย้อนดู 12 มุมมองสำคัญของ Hypnosis ผ่านเวลากว่า 200 ปี ตั้งแต่ Franz Anton Mesmer จนถึง Neuroscience สมัยใหม่
ก่อนเริ่ม: Hypnosis คืออะไร ตามนิยามที่ใช้ในปัจจุบัน?
หนึ่งในนิยามที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางมาจาก Society of Psychological Hypnosis หรือ Division 30 ของ American Psychological Association ซึ่งอธิบาย hypnosis ว่าเป็นภาวะของ consciousness ที่มี ความสนใจจดจ่อมากขึ้น การรับรู้สิ่งรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องลดลง และมีความสามารถเพิ่มขึ้นในการตอบสนองต่อ suggestion American Psychological Association
พูดเป็นภาษาง่าย ๆ คือ
Hypnosis ไม่ใช่การปิดจิต แต่เป็นการทำให้ความสนใจของจิต “แคบและลึก” ขึ้น
เมื่อความสนใจจดจ่ออยู่กับบางสิ่งมากขึ้น คำแนะนำ จินตนาการ ความรู้สึก หรือประสบการณ์ภายในบางอย่างก็อาจมีอิทธิพลต่อการรับรู้ได้มากขึ้น
แต่กว่าจะมาถึงความเข้าใจนี้ มนุษย์เคยอธิบาย hypnosis แตกต่างออกไปอย่างมาก
1. Franz Anton Mesmer — Hypnosis คือ “พลังแม่เหล็กที่มองไม่เห็น”
ย้อนกลับไปปลายศตวรรษที่ 18 ก่อนที่จะมีคำว่า Hypnosis แพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Franz Anton Mesmer เสนอแนวคิดที่เรียกว่า Animal Magnetism
Mesmer เชื่อว่ามีพลังหรือของไหลชนิดหนึ่งไหลเวียนอยู่ในธรรมชาติและร่างกายมนุษย์ และความเจ็บป่วยอาจเกิดจากความไม่สมดุลของพลังดังกล่าว หน้าที่ของผู้รักษาคือช่วยจัดสมดุลหรือถ่ายทอด “magnetic fluid” ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
นี่คือที่มาของคำว่า Mesmerism
แนวคิด Animal Magnetism ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อคณะกรรมาธิการที่ได้รับแต่งตั้งโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสตรวจสอบในปี 1784 ไม่พบหลักฐานสนับสนุนการมีอยู่ของพลังแม่เหล็กดังกล่าว และเสนอว่าผลที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ด้วยจินตนาการ ความคาดหวัง และปัจจัยทางจิตวิทยา ดูแหล่งอ้างอิง
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Mesmer
“การเปลี่ยนแปลงเกิดจากพลังบางอย่างที่ส่งผ่านระหว่างผู้รักษากับผู้รับ”
วันนี้วิทยาศาสตร์ไม่ได้ยอมรับ Animal Magnetism เป็นคำอธิบายของ hypnosis แต่ Mesmer มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเขาเปิดประตูให้มนุษย์เริ่มสังเกตว่า ความคาดหวัง จินตนาการ บริบท และปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและประสบการณ์ภายในได้
2. James Braid — Hypnosis คือภาวะของความสนใจที่จดจ่อ
ประมาณครึ่งศตวรรษต่อมา ศัลยแพทย์ชาวสกอตชื่อ James Braid ได้เห็นการสาธิต Mesmerism แต่แทนที่จะเชื่อว่ามีพลังบางอย่างถูกส่งออกมาจากผู้สะกดจิต Braid เริ่มสงสัยว่า ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากตัวผู้รับเองล่ะ?
ในช่วงทศวรรษ 1840 Braid พยายามอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยกลไกทางสรีรวิทยาและจิตวิทยา และเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้คำว่า Hypnotism เข้ามาแทน Mesmerism ในทางวิทยาศาสตร์ PubMed
ในระยะแรก Braid เชื่อว่าภาวะดังกล่าวคล้ายกับ “nervous sleep” คำว่า Hypnos ในภาษากรีกก็หมายถึง “การนอนหลับ” แต่เมื่อศึกษามากขึ้น Braid พบว่าคำอธิบายเรื่องการหลับนั้นไม่แม่นยำ เพราะบุคคลที่อยู่ใน hypnosis ไม่จำเป็นต้องหลับจริง
ความคิดของเขาจึงพัฒนาไปสู่บทบาทของ Attention, Concentration และ Dominant Idea มากขึ้น
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Braid
“ภาวะที่ความสนใจของบุคคลถูกจดจ่ออย่างมากต่อความคิดหรือประสบการณ์บางอย่าง”
นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะ Hypnosis เริ่มเคลื่อนจาก พลังจากภายนอก มาเป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล
3. Jean-Martin Charcot — Hypnosis คือภาวะทางระบบประสาท
ปลายศตวรรษที่ 19 Hypnosis เข้าสู่โรงพยาบาลและห้องเรียนแพทย์อย่างจริงจัง หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคือ Jean-Martin Charcot นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสแห่งโรงพยาบาล Salpêtrière ในปารีส
Charcot ศึกษา hypnosis ในผู้ป่วยที่ในยุคนั้นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น hysteria เขามอง hypnosis ว่าเป็นภาวะทางกายภาพหรือทางระบบประสาทที่ผิดปกติ และเสนอขั้นตอนของ hypnosis เช่น lethargy, catalepsy และ somnambulism
Salpêtrière School จึงเชื่อมโยงความสามารถในการเข้าสู่ hypnosis เข้ากับ hysteria อย่างใกล้ชิด ดูแหล่งอ้างอิง
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Charcot
“ภาวะผิดปกติของระบบประสาทที่สามารถกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้”
มุมมองนี้มีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น แต่ไม่นานก็มีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาคัดค้าน และการถกเถียงครั้งนั้นกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ hypnosis
4. Hippolyte Bernheim และ Nancy School — Hypnosis คือพลังของ Suggestion
คู่แข่งสำคัญของ Charcot คือกลุ่มนักวิชาการจากเมือง Nancy นำโดย Ambroise-Auguste Liébeault และ Hippolyte Bernheim
Nancy School ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า hypnosis เป็นอาการของโรคหรือเกิดได้เฉพาะในคนที่มี hysteria
Bernheim พบว่า คนปกติก็สามารถตอบสนองต่อ hypnosis ได้ เขาจึงเสนอว่า Suggestibility หรือความสามารถในการตอบสนองต่อ suggestion เป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องหมายของความผิดปกติ ดูแหล่งอ้างอิง
สำหรับ Bernheim สิ่งสำคัญไม่ใช่ “พลัง” ของ hypnotist แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากบุคคลได้รับ Suggestion
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Nancy School
“ภาวะที่ความสามารถในการตอบสนองต่อ Suggestion เพิ่มขึ้น”
แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า Suggestion ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของนิยาม hypnosis จนถึงปัจจุบัน
5. Pierre Janet — Hypnosis คือ Dissociation
อีกบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อจิตวิทยาสมัยใหม่คือ Pierre Janet
Janet สนใจคำถามว่า มนุษย์หนึ่งคนสามารถมีประสบการณ์หรือกระบวนการทางจิตบางอย่างเกิดขึ้น โดยที่ conscious awareness หลักไม่ได้รับรู้ทั้งหมดได้หรือไม่?
แนวคิดนี้นำไปสู่เรื่อง Dissociation หรือการที่กระบวนการทางจิตบางส่วนสามารถแยกตัวออกจากการรับรู้หรือการควบคุมปกติของบุคคล งานของ Janet เชื่อมโยง hypnosis เข้ากับ dissociation, automatisms และสิ่งที่ในยุคนั้นเรียกว่า double consciousness PubMed
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Janet
“ภาวะที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการบางส่วนของจิตสามารถทำงานแยกจาก awareness หลักได้”
แนวคิดนี้จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อทฤษฎี hypnosis ในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะงานของ Ernest Hilgard
6. Ivan Pavlov — Hypnosis คือการเปลี่ยนแปลงของการยับยั้งในสมอง
เมื่อวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสำคัญกับระบบประสาทมากขึ้น นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย Ivan Pavlov ก็พยายามอธิบาย hypnosis โดยไม่ต้องพึ่งแนวคิดเรื่องจิตไร้สำนึกหรือพลังลึกลับ
Pavlov มีชื่อเสียงจากการศึกษาการเรียนรู้แบบ Classical Conditioning สำหรับ hypnosis เขาเสนอคำอธิบายในกรอบของ Excitation และ Inhibition ของ cerebral cortex โดยมอง hypnotic state ว่าเกี่ยวข้องกับรูปแบบของ partial cortical inhibition PubMed
Hypnosis ในมุมของ Pavlov
“ภาวะพิเศษของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ inhibition ในสมอง”
ทฤษฎีของ Pavlov มีอิทธิพลอย่างมากในรัสเซียและสหภาพโซเวียต แต่ neuroscience สมัยใหม่ไม่ได้อธิบาย hypnosis ด้วย cortical inhibition แบบเดียวอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม Pavlov ช่วยเปลี่ยนคำถามจาก “จิตมีพลังอะไร?” มาเป็น “สมองกำลังทำอะไร?”
7. Clark Hull — Hypnosis คือสิ่งที่ต้องวัดและทดลองได้
เข้าสู่ศตวรรษที่ 20 นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Clark L. Hull มีบทบาทอย่างมากในการทำให้ hypnosis กลายเป็นหัวข้อของ Experimental Psychology
แทนที่จะพึ่งเรื่องเล่า ประสบการณ์ส่วนบุคคล หรือการสาธิตบนเวที Hull ต้องการทดลองอย่างเป็นระบบว่า อะไรเกิดจาก hypnosis? อะไรเกิดจาก suggestion? การ induction จำเป็นหรือไม่? และคนแต่ละคนตอบสนองต่างกันเพียงใด?
งานของ Hull ในช่วงทศวรรษ 1930 มักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษา experimental hypnosis สมัยใหม่ ดูแหล่งอ้างอิง
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Hull
“Hypnosis ต้องเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถนำเข้าสู่ห้องทดลอง วัด เปรียบเทียบ และทดสอบได้”
จากตรงนี้เป็นต้นมา Hypnosis เริ่มเคลื่อนออกจากโลกของการสาธิตเข้าสู่โลกของ Experimental Science อย่างจริงจัง
8. Milton H. Erickson — Hypnosis คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในบุคคล
เมื่อพูดถึง Clinical Hypnosis ในศตวรรษที่ 20 ชื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Milton H. Erickson
Erickson ไม่ได้มองผู้รับ hypnosis ว่าเป็นคนที่นั่งรอคำสั่งจาก hypnotist ตรงกันข้าม เขาให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว ภาษา ความเชื่อ พฤติกรรม ความทรงจำ และทรัพยากรภายในของบุคคล
แนวคิดสำคัญของ Erickson คือ Utilization กล่าวอย่างง่ายคือ สิ่งใดก็ตามที่ผู้รับนำเข้ามาใน session สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการได้ แม้กระทั่ง resistance ความลังเล นิสัย วิธีคิด หรือจินตนาการของบุคคลนั้นเอง Milton H. Erickson Foundation
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Erickson
“Hypnosis คือบริบทที่ช่วยให้บุคคลเข้าถึงและใช้ประสบการณ์ การเรียนรู้ และทรัพยากรภายในของตนเองได้แตกต่างจากเดิม”
จุดสำคัญจึงไม่ใช่ Hypnotist ควบคุม Client แต่เป็น Facilitator ช่วยสร้างเงื่อนไขให้ Client ใช้กระบวนการภายในของตัวเอง
9. Ernest Hilgard — Hypnosis คือ Neo-Dissociation
หลายสิบปีหลัง Pierre Janet นักจิตวิทยา Ernest Hilgard นำแนวคิด dissociation กลับมาพัฒนาใหม่เป็น Neo-dissociation Theory
Hilgard เสนอว่าระบบความคิดและการควบคุมของมนุษย์อาจประกอบด้วยกระบวนการหลายส่วนที่สามารถทำงานค่อนข้างเป็นอิสระจากกัน หนึ่งในแนวคิดที่มีชื่อเสียงคือ Hidden Observer
ตัวอย่างเช่น ในการทดลอง hypnotic analgesia บุคคลอาจรายงานในระดับ conscious ว่าไม่รู้สึกเจ็บมาก แต่เมื่อใช้วิธีการบางอย่างถาม “ส่วนอื่น” ของประสบการณ์ อาจพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บยังถูกประมวลผลอยู่
แนวคิด Hidden Observer เป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ และงานบางชิ้นเสนอว่าผลที่เกิดขึ้นอาจได้รับอิทธิพลจากความคาดหวังหรือบริบทของการทดลองด้วย PubMed
Hypnosis คืออะไร ในมุมของ Hilgard
“Hypnosis เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบระบบควบคุมและ awareness ที่สามารถแยกการทำงานออกจากกันบางส่วน”
10. Theodore Barber และ Nicholas Spanos — Hypnosis อาจไม่ต้องมี “Trance พิเศษ”
จากนั้นเกิดการท้าทายครั้งใหญ่อีกครั้ง นักวิจัยอย่าง Theodore Barber และต่อมา Nicholas Spanos ตั้งคำถามว่า เราจำเป็นต้องสมมติว่ามี “hypnotic trance state” พิเศษจริง ๆ หรือไม่?
ถ้าบุคคลมีแรงจูงใจสูง เข้าใจว่าคาดหวังให้ทำอะไร ใช้จินตนาการ ตั้งใจทำตามคำแนะนำ และอยู่ในบริบทที่เรียกว่า “hypnosis” เขาอาจแสดงพฤติกรรมที่ดูเป็น hypnotic ได้อยู่แล้วหรือไม่?
งานของ Barber แสดงให้เห็นว่าคำแนะนำที่กระตุ้น motivation และความตั้งใจสามารถสร้างการตอบสนองหลายอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่พบภายใต้ hypnosis ได้ PubMed
แนวคิดกลุ่มนี้มักถูกจัดอยู่ในตระกูลของ Non-state หรือ Sociocognitive theories
Hypnosis คืออะไร ในมุม Sociocognitive
“Hypnotic response อาจเกิดจากกระบวนการทางจิตปกติ เช่น Motivation, Imagination, Expectation และ Social Context โดยไม่จำเป็นต้องสมมติว่ามี trance state พิเศษ”
นี่นำไปสู่การถกเถียงที่ดำเนินมาหลายสิบปีว่า Hypnosis เป็น State จริงหรือไม่? และจนถึงปัจจุบัน ประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์
11. Irving Kirsch และ Response Expectancy — สิ่งที่เราคาดว่าจะเกิด มีผลต่อสิ่งที่เราได้สัมผัส
นักจิตวิทยา Irving Kirsch นำแนวคิดด้าน social-cognitive มาพัฒนาต่อ และให้ความสำคัญกับคำว่า Response Expectancy
หมายถึง ความคาดหวังของเราว่าการตอบสนองบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
เช่น ถ้าบุคคลคาดว่าจะรู้สึกว่าแขนหนักขึ้นหลังได้รับ suggestion ความคาดหวังนั้นอาจมีส่วนทำให้ประสบการณ์ “แขนหนัก” เกิดขึ้นจริงในระดับ subjective experience
Response Set Theory ของ Kirsch จึงเชื่อม hypnosis เข้ากับความคาดหวัง กระบวนการอัตโนมัติ และ social cognition PubMed
Hypnosis ในมุมของ Kirsch
Suggestion + Expectancy + Context → Hypnotic Response
สิ่งสำคัญคือ ไม่ได้หมายความว่าบุคคล “แกล้ง” เพราะความคาดหวังสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ที่เรารับรู้จริง ๆ ได้
12. APA และ Neuroscience สมัยใหม่ — Hypnosis คือ Focused Attention + Awareness + Suggestion
และแล้วเราก็มาถึงปัจจุบัน หนึ่งในนิยามที่ได้รับการใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลายคือ Hypnosis เป็นภาวะของ consciousness ที่ประกอบด้วย focused attention และ reduced peripheral awareness พร้อมกับ enhanced capacity for response to suggestion American Psychological Association
ถ้าแปลให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ
ความสนใจจดจ่อมากขึ้น
↓
สิ่งรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความสนใจน้อยลง
↓
Suggestion มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการรับรู้หรือประสบการณ์ได้มากขึ้น
และวันนี้เราไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ผ่านรายงานของผู้รับ hypnosis เพียงอย่างเดียว เราสามารถใช้ Functional MRI หรือ fMRI ศึกษาการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ ของสมองระหว่าง hypnosis ได้
งานของทีม David Spiegel จาก Stanford พบการเปลี่ยนแปลงของ activity และ functional connectivity ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับ salience, executive control และ default mode network ระหว่าง hypnosis ในกลุ่มตัวอย่างที่ตอบสนองต่อ hypnosis สูง PubMed
งาน systematic review ด้าน neuroimaging ยังพบว่างานวิจัย hypnosis เกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่มีบทบาทด้าน attention, cognitive control, self-referential processing และ mental imagery แม้ปัจจุบันจะยังไม่มี “ลายเซ็นสมองของ hypnosis” แบบง่ายเพียงรูปแบบเดียวที่อธิบายทุกคนและทุกสถานการณ์ได้ PubMed
David Spiegel อธิบาย hypnosis ในทางการแพทย์อย่างเข้าใจง่ายว่าเป็นภาวะของ highly focused attention คล้ายเวลาที่เราดูภาพยนตร์แล้วจดจ่อมากจนชั่วขณะหนึ่งลืมไปว่าเรากำลังนั่งดูภาพยนตร์อยู่ Stanford Medicine
Hypnosis คืออะไร? จาก Animal Magnetism ถึง Brain Networks — 200 ปี เราเรียนรู้อะไร?
ถ้ามองประวัติศาสตร์ทั้งหมดพร้อมกัน จะเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก
Mesmer มองหาคำตอบจากพลังภายนอก
Braid หันมามอง Attention
Charcot มองระบบประสาท
Bernheim เน้น Suggestion
Janet เน้น Dissociation
Pavlov มอง Cortical Inhibition
Hull นำมันเข้าสู่ Experimental Science
Erickson สนใจ Internal Resources และ Utilization
Hilgard เสนอ Neo-dissociation
Barber และ Spanos เน้น Motivation, Cognition และ Social Context
Kirsch เพิ่ม Expectation
และ neuroscience ปัจจุบันกำลังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Attention + Awareness + Suggestion + Cognitive Control + Brain Networks
เราไม่ได้เดินจาก “คนสมัยก่อนผิดทั้งหมด” มาสู่ “คนสมัยใหม่ถูกทั้งหมด” แต่ความเข้าใจค่อย ๆ เปลี่ยนตามเครื่องมือและหลักฐานที่มนุษย์มีอยู่ในแต่ละยุค
แล้ว Hypnosis คือการหลับหรือไม่?
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่อยู่กับ hypnosis มายาวนานที่สุดคือคำว่า “สะกดจิต = หลับ”
ส่วนหนึ่งอาจมาจากประวัติของคำว่า Hypnos ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนอน และแนวคิดในช่วงแรกของ James Braid แต่นิยามทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้ hypnosis คือการนอนหลับ
ตรงกันข้าม หัวใจสำคัญคือ Focused Attention
บุคคลอาจหลับตาและดูผ่อนคลายจากภายนอก แต่ประสบการณ์ภายในสามารถมีความจดจ่อสูงมาก ดังนั้นการเรียก hypnosis ว่า “การหลับหมดสติ” จึงทำให้เข้าใจกลไกคลาดเคลื่อนไปมาก
หากต้องการดูว่าหลักการนี้ถูกนำไปใช้กับการสำรวจประสบการณ์ภายในอย่างไร อ่านต่อได้ที่ สะกดจิตระลึกชาติคืออะไร?
Hypnosis คือการถูกควบคุมหรือไม่?
จากประวัติศาสตร์ทั้งหมดจะเห็นว่าแนวคิดเรื่อง “ผู้สะกดจิตมีพลังควบคุมจิตของอีกคน” ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยโมเดลที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการของผู้รับมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ Attention, Suggestion, Motivation, Expectation, Imagination จนถึง Cognitive Control
APA Dictionary อธิบายว่าความสามารถในการตอบสนองต่อ hypnotic suggestion แตกต่างกันระหว่างบุคคล และธรรมชาติที่แน่นอนของ hypnotic suggestibility ยังคงเป็นหัวข้อการวิจัย APA Dictionary
ดังนั้นภาพของ hypnotist ที่สามารถ “ยึดการควบคุมสมองของใครก็ได้” จึงไม่ตรงกับความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยและการชี้นำ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สะกดจิตระลึกชาติอันตรายไหม? ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
ทุกคนเข้าสู่ Hypnosis ได้เหมือนกันหรือไม่?
ไม่จำเป็น หนึ่งในสิ่งที่งานวิจัย hypnosis ศึกษามานานคือ Hypnotizability หรือ Hypnotic Suggestibility นั่นคือความแตกต่างระหว่างบุคคลในการตอบสนองต่อ hypnotic suggestions
บางคนตอบสนองได้มาก บางคนระดับปานกลาง บางคนค่อนข้างน้อย และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการสะกดจิตจึงไม่ควรถูกอธิบายเหมือนปุ่มเปิด–ปิดที่กดแล้วทุกคนเข้าสู่สภาวะเดียวกันทันที
ความแตกต่างนี้ยังช่วยอธิบายว่าทำไมบางคนจึงไม่ได้เห็นภาพชัดเหมือนภาพยนตร์ อ่านต่อที่ สะกดจิตระลึกชาติแล้วไม่เห็นภาพ เกิดจากอะไร?
Neuroscience เองก็พบความแตกต่างบางอย่างระหว่างกลุ่มที่มี hypnotizability สูงและต่ำใน functional connectivity ของเครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับ executive control และ salience PubMed
แล้วคำว่า “Trance” ยังใช้ได้หรือไม่?
ใช้ได้ แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นคำที่มีประวัติและความหมายหลายแบบ
นักวิจัยบางสายมอง hypnosis ว่าเกี่ยวข้องกับ altered state of consciousness ขณะที่อีกสายหนึ่งมองว่าไม่จำเป็นต้องมี state พิเศษ เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้สามารถอธิบายผ่าน attention, expectation, motivation และ social cognition ได้
ดังนั้นในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่า “Trance มีจริงหรือไม่?” แต่อาจถามให้ละเอียดกว่าเดิมว่า “ในบุคคลนี้ ภายใต้ suggestion แบบนี้ ความสนใจ การรับรู้ ความรู้สึกในการควบคุม และการทำงานของสมองเปลี่ยนไปอย่างไร?”
สรุป: ถ้าต้องอธิบาย Hypnosis ให้คนทั่วไปเข้าใจในหนึ่งย่อหน้า
Hypnosis หรือการสะกดจิต คือภาวะหรือกระบวนการที่บุคคลจดจ่อความสนใจอย่างมากต่อความคิด จินตนาการ ความรู้สึก หรือคำแนะนำบางอย่าง ขณะที่ความสนใจต่อสิ่งรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องลดลง ทำให้ Suggestion สามารถมีอิทธิพลต่อการรับรู้ ความรู้สึก ความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมได้มากขึ้นในบางบุคคล โดยไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นหลับ หมดสติ หรือสูญเสียการควบคุมโดยอัตโนมัติ
และถ้าจะสรุปให้สั้นลงอีก ประโยคนี้อธิบายวิวัฒนาการกว่า 200 ปีได้ค่อนข้างดีว่า
“Hypnosis ไม่ใช่การทำให้จิตดับ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีที่จิตกำลังให้ความสนใจ”
จาก Mesmer ที่เคยมองหาพลังลึกลับที่มองไม่เห็น วันนี้เรากำลังใช้เครื่องสแกนสมองเพื่อศึกษาว่า Attention, Suggestion, Expectation และเครือข่ายของสมองทำงานร่วมกันอย่างไร
และนั่นอาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ Hypnosis ไม่ใช่เพราะมันทำให้คน “สูญเสียจิตสำนึก” แต่เพราะมันทำให้เราเห็นว่า จิตสำนึกของมนุษย์สามารถเปลี่ยนวิธีรับรู้ประสบการณ์เดียวกันได้มากเพียงใด
อ่านต่อ: หากอยากลงลึกจากทฤษฎีสู่การใช้งานจริง สามารถดู สะกดจิตระลึกชาติได้จริงไหม: ความทรงจำหรือจินตนาการ?, ขั้นตอนสะกดจิตระลึกชาติตั้งแต่ต้นจนจบ Session และ QHHT คืออะไร และต่างจาก Past Life Regression อย่างไร
คำถามที่พบบ่อย: Hypnosis คืออะไร?
Hypnosis กับ Hypnotherapy เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว Hypnosis หมายถึงกระบวนการหรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับ focused attention และ responsiveness to suggestion ส่วน Hypnotherapy หมายถึงการนำ hypnosis ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดหรือการแทรกแซงทางคลินิก
Hypnosis คือการนอนหลับหรือไม่?
ไม่ใช่ตามนิยามสมัยใหม่ แม้คำศัพท์ในประวัติศาสตร์จะมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า sleep แต่ hypnosis ปัจจุบันถูกอธิบายโดยเน้น focused attention และการเปลี่ยนแปลงของ awareness มากกว่า
Hypnosis ทำให้หมดสติหรือไม่?
การหมดสติไม่ใช่เงื่อนไขของ hypnosis บุคคลสามารถมีความรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการได้
Suggestion คืออะไร?
Suggestion คือคำแนะนำหรือการเสนอประสบการณ์บางอย่าง เช่น ให้จินตนาการ ให้สังเกตความรู้สึก หรือเสนอว่าการรับรู้บางอย่างอาจเปลี่ยนไป APA Dictionary ระบุว่า suggestion ภายใต้ hypnosis สามารถเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของ sensation, perception, cognition, emotion และ motor control ได้
Hypnosis เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่?
ปัจจุบัน hypnosis เป็นหัวข้อวิจัยใน psychology, medicine และ neuroscience มีทั้งการทดลองทางพฤติกรรม การวัด hypnotizability การศึกษาทางคลินิก และ neuroimaging อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเกี่ยวกับกลไกที่แน่นอนของ hypnosis ยังมีหลายแนวคิดและยังมีประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันอยู่
HypnoDestiny
Past Life Regression • Hypnosis • Tarot • Training


[…] นี่เป็นแนวคิดที่สำคัญมากในสาย Hypnosis […]
[…] ตามนิยามสมัยใหม่ของ Hypnosis แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับ การจดจ่อความสนใจ (focused attention) การลดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง และความสามารถในการตอบสนองต่อ suggestion ที่เพิ่มขึ้น […]
[…] Franz Anton Mesmer มีบทบาทในประวัติศาสตร์ผ่านแนวคิด Animal Magnetism ในศตวรรษที่ 18 แต่ข้ออ้างเรื่องของไหลแม่เหล็กไม่ได้กลายเป็นคำอธิบายที่ได้รับการยืนยันของ Hypnosis สมัยใหม่ อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ 12 นิยาม Hypnosis จาก Mesmer ถึง Neuroscience […]